top of page

สาวๆ “สายฉีดหน้า” ต้องอ่าน!!

อัปเดตเมื่อ 19 ส.ค. 2566


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ บอกเลยว่าไปถ้าคุณคือหนึ่งที่ฉีดหน้าไม่ว่าเป็น ฉีดโบลด ฉีดแฟต ฉีดหน้าใส เมโส รีจูรัน อ่านบทความนี้ก่อนเลย   ความนิยมเรื่องของหน้าเล็ก รูปหน้าเรียว หน้าได้รูป หรือเทรนด์หน้าวีเชฟ ยังคงเป็นความงามของใบหน้าและสัดส่วนที่เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะจะหันมุมไหน องศาไหนในการถ่ายรูปก็เป๊ะปังขึ้นกล้องแบบที่ไม่ต้องเข้าแอปแต่งรูปเพิ่ม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาหน้าบาน กรามใหญ่ทำให้รูปหน้าดูเหลี่ยม ถ่ายรูปออกมาแล้วรู้สึกไม่โอเค ทำให้หลายๆ คนต้องการหาทางแก้ไขในการปรับรูปหน้าอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ การฉีดโบท็อกกรามจึงเป็นหนึ่งในวิธีลดขนาดกล้ามเนื้อกราม ช่วยปรับรูปหน้า ให้ดูเรียวเล็กลงได้โดยไม่จำเป้นต้องผ่าตัด ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน   โบท็อกกราม คือ โบท็อกกราม หรือ การฉีดโบลดกราม (Masseter Botox) คือ การฉีดสาร Botulinum Toxin Type A หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโบท็อก (Botox) เข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกรามชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งานหนักๆ หรือบ่อยๆ ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดที่เล็กลง หากแพทย์มีเทคนิคเฉพาะในการฉีดโบท็อกกรามยังสามารถปรับรูปหน้า V-shape ทำให้หน้าดูเรียวขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า การฉีดโบลิฟกรอบหน้า นอกจากนั้นการฉีดโบยังช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งเกิดการคลายตัว ริ้วรอยจึงแลดูจางลงและตื้นขึ้น ส่งผลให้ผิวเรียบเนียนตาม      โบท็อกกราม ช่วยเรื่องอะไร? ทำให้หน้าเรียวจริงไหม? จากที่ได้ทราบกันไปแล้วนะคะว่าการฉีดโบท็อกกรามช่วยยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกล้ามนี้เอง ทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง เมื่อกล้ามเนื้อเล็กลงจึงส่งผลให้หน้าดูเรียวขึ้น แต่ทราบกันหรือไม่ว่าก่อนที่จะหน้าเรียวจากการฉีดโบท็อกกราม อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้กรามใหญ่แบบนี้   สาเหตุของกรามใหญ่ เกิดจากอะไร โดยปกติแล้วสาเหตุของกรามใหญ่เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ  กรามใหญ่ที่เกิดจากกระดูก : ทำให้ใบหน้าดูเหลี่ยมหากต้องการลดขนาดกราม ทำได้อย่างเดียวคือการศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อลดขนาดของกระดูกกราม  กรามใหญ่จากสาเหตุของกล้ามเนื้อ : ทั้งเกิดจากจากพันธุกรรม การมีกล้ามเนื้อกรามมีขนาดใหญ่ หรือบางพฤติกรรมที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อกรามเกิดการทำงานมากยิ่งขึ้นอย่างการเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ การนอนกัดฟัน สามารถฉีดโบท็อกกราม เพื่อลดขนาดของกล้ามเนื้อกรามได้   การฉีดโบลดกราม ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อกรามได้อย่างไร Botulinum Toxin Type A เป็นสารที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการแก้ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ เป็นเวลาชั่วคราวให้กล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนตัว จึงทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลง ริ้วรอย ร่องลึกก็จะค่อยๆ จางลงไปด้วย   โดยการฉีดโบท็อกกรามนั้นจะทำการฉีดไปที่กล้ามเนื้อแมสเซตเตอร์ เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณมุมขากรรไกร ที่จะเกิดการเคลื่อนไหวในระหว่างการเคี้ยวอาหารหรือการพูด ซึ่งโบท็อกจะเข้าไปทำให้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) จนเกิดการสั่งการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ส่งผลให้ขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกรามมีขนาดเล็กลงไปด้วย   สรุปแล้วโบท็อกกรามทำให้หน้าเรียวจริงไหม ก็คงต้องขอตอบสามารถทำให้หน้าเรียวได้จริงค่ะ เพราะจากหลักการทำงานดังกล่าวของโบท็อกที่ฉีดในบริเวณกรามทำให้ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียว หน้ามีความ V-shape ช่วยลดขนาดกราม เกิดความกระชับบริเวณกรอบหน้า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาใบหน้าของคนไข้ และเทคนิคการฉีดโบท็อกกรามของแพทย์แต่ละท่านด้วยค่ะ   ฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับใคร? หลังจากที่ได้ทราบเกี่ยวกับทำงานของโบท็อกกรามแล้วว่ามีหลักการทำงานอย่างไรในการช่วยให้หน้าเรียวแบบเกินต้าน ที่นี้เรามาดูกันค่ะว่าการฉีดโบท็อกลดกรามเหมาะกับใครบ้าง?   การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาขนาดกล้ามเนื้อกรามใหญ่ กรามเหลี่ยมอย่างเห็นได้ชัด ไม่รับกับรูปหน้า  การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีใบหน้าเรียวแบบ V-shape  การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวอาหารลำบาก เพราะขนาดของกรามที่ใหญ่เกินไป  การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่นอนกัดฟันบ่อยๆ ซึ่งอาจทำให้หล้ามเนื้อกรามใหญ่ขึ้นหรือรู้สึกปวด ตึงบริเวณกรามได้  การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มี่ความผิดปกติข้อต่อขากรรไกร และขากรรไกร (Temporomandibular Joint : TMJ)
สาวๆ “สายฉีดหน้า” ต้องอ่าน!!

บอกเลยว่าไปถ้าคุณคือหนึ่งที่ฉีดหน้าไม่ว่าเป็น ฉีดโบลด ฉีดแฟต ฉีดหน้าใส เมโส รีจูรัน อ่านบทความนี้ก่อนเลย


ความนิยมเรื่องของหน้าเล็ก รูปหน้าเรียว หน้าได้รูป หรือเทรนด์หน้าวีเชฟ ยังคงเป็นความงามของใบหน้าและสัดส่วนที่เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะจะหันมุมไหน องศาไหนในการถ่ายรูปก็เป๊ะปังขึ้นกล้องแบบที่ไม่ต้องเข้าแอปแต่งรูปเพิ่ม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาหน้าบาน กรามใหญ่ทำให้รูปหน้าดูเหลี่ยม ถ่ายรูปออกมาแล้วรู้สึกไม่โอเค ทำให้หลายๆ คนต้องการหาทางแก้ไขในการปรับรูปหน้าอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ การฉีดโบท็อกกรามจึงเป็นหนึ่งในวิธีลดขนาดกล้ามเนื้อกราม ช่วยปรับรูปหน้า ให้ดูเรียวเล็กลงได้โดยไม่จำเป้นต้องผ่าตัด ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน


โบท็อกกราม คือ

โบท็อกกราม หรือ การฉีดโบลดกราม (Masseter Botox) คือ การฉีดสาร Botulinum Toxin Type A หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโบท็อก (Botox) เข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกรามชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งานหนักๆ หรือบ่อยๆ ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดที่เล็กลง หากแพทย์มีเทคนิคเฉพาะในการฉีดโบท็อกกรามยังสามารถปรับรูปหน้า V-shape ทำให้หน้าดูเรียวขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า การฉีดโบลิฟกรอบหน้า นอกจากนั้นการฉีดโบยังช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งเกิดการคลายตัว ริ้วรอยจึงแลดูจางลงและตื้นขึ้น ส่งผลให้ผิวเรียบเนียนตาม


โบท็อกกราม ช่วยเรื่องอะไร? ทำให้หน้าเรียวจริงไหม?

จากที่ได้ทราบกันไปแล้วนะคะว่าการฉีดโบท็อกกรามช่วยยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณกล้ามนี้เอง ทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง เมื่อกล้ามเนื้อเล็กลงจึงส่งผลให้หน้าดูเรียวขึ้น แต่ทราบกันหรือไม่ว่าก่อนที่จะหน้าเรียวจากการฉีดโบท็อกกราม อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้กรามใหญ่แบบนี้


สาเหตุของกรามใหญ่ เกิดจากอะไร

โดยปกติแล้วสาเหตุของกรามใหญ่เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ

  • กรามใหญ่ที่เกิดจากกระดูก : ทำให้ใบหน้าดูเหลี่ยมหากต้องการลดขนาดกราม ทำได้อย่างเดียวคือการศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อลดขนาดของกระดูกกราม

  • กรามใหญ่จากสาเหตุของกล้ามเนื้อ : ทั้งเกิดจากจากพันธุกรรม การมีกล้ามเนื้อกรามมีขนาดใหญ่ หรือบางพฤติกรรมที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อกรามเกิดการทำงานมากยิ่งขึ้นอย่างการเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ การนอนกัดฟัน สามารถฉีดโบท็อกกราม เพื่อลดขนาดของกล้ามเนื้อกรามได้


การฉีดโบลดกราม ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อกรามได้อย่างไร

Botulinum Toxin Type A เป็นสารที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการแก้ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ เป็นเวลาชั่วคราวให้กล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนตัว จึงทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลง ริ้วรอย ร่องลึกก็จะค่อยๆ จางลงไปด้วย


โดยการฉีดโบท็อกกรามนั้นจะทำการฉีดไปที่กล้ามเนื้อแมสเซตเตอร์ เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณมุมขากรรไกร ที่จะเกิดการเคลื่อนไหวในระหว่างการเคี้ยวอาหารหรือการพูด ซึ่งโบท็อกจะเข้าไปทำให้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) จนเกิดการสั่งการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ส่งผลให้ขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกรามมีขนาดเล็กลงไปด้วย


สรุปแล้วโบท็อกกรามทำให้หน้าเรียวจริงไหม ก็คงต้องขอตอบสามารถทำให้หน้าเรียวได้จริงค่ะ เพราะจากหลักการทำงานดังกล่าวของโบท็อกที่ฉีดในบริเวณกรามทำให้ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียว หน้ามีความ V-shape ช่วยลดขนาดกราม เกิดความกระชับบริเวณกรอบหน้า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาใบหน้าของคนไข้ และเทคนิคการฉีดโบท็อกกรามของแพทย์แต่ละท่านด้วยค่ะ


ฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับใคร?

หลังจากที่ได้ทราบเกี่ยวกับทำงานของโบท็อกกรามแล้วว่ามีหลักการทำงานอย่างไรในการช่วยให้หน้าเรียวแบบเกินต้าน ที่นี้เรามาดูกันค่ะว่าการฉีดโบท็อกลดกรามเหมาะกับใครบ้าง?


  • การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาขนาดกล้ามเนื้อกรามใหญ่ กรามเหลี่ยมอย่างเห็นได้ชัด ไม่รับกับรูปหน้า

  • การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีใบหน้าเรียวแบบ V-shape

  • การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวอาหารลำบาก เพราะขนาดของกรามที่ใหญ่เกินไป

  • การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่นอนกัดฟันบ่อยๆ ซึ่งอาจทำให้หล้ามเนื้อกรามใหญ่ขึ้นหรือรู้สึกปวด ตึงบริเวณกรามได้

  • การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับผู้ที่มี่ความผิดปกติข้อต่อขากรรไกร และขากรรไกร (Temporomandibular Joint : TMJ)


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ Botox ยี่ห้อไหนดีที่สุด?  การทราบยี่ห้อ Botox ว่ามียี่ห้ออะไรบ้างก่อนจะไปฉีดโบท็อกกรามนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เพราะปัจจุบันโบท็อกในไทยมีหลากหลายยี่ห้อหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา เกาหลี เยอรมัน อังกฤษ เป็นต้น ที่ผ่านการตรวจสอบ และได้รับมาตรฐานการรับรองจากอย.ไทยถึง 8 ยี่ห้อด้วยกัน โดยยี่ห้อโบท็อกต่างๆ ในไทยมีดังต่อไปนี้   Allergan : ยี่ห้อโบท็อกจากประเทศอเมริกาที่ได้รับความนิยมในการนำมาฉีดส่วนต่างๆบริเวณใบหน้า ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจก็คือเป็น Botox บริสุทธิ์ถึง 99.5%  สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-6 เดือน โดยโบท็อกยี่ห้อ Allergan ในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 50 ยูนิต และ 100 ยูนิตค่ะ  XEOMIN : โบท็อกจากประเทศเยอรมัน มีจุดเด่นที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ก็คือเป็นโบท็อกมีความบริสุทธิ์สูง ลดโอกาสการดื้อยา การฉีดโบท็อกยี่ห้อ XEOMIN ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีอาการดื้อโบท็อกซ์ สำหรับผลลัพธ์ของยี่ห้อนี้นั้นจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน และมีด้วยกัน 2 คือ 50 ยูนิต และ 100 ยูนิตขนาดคล้ายกับยี่ห้อ Allergan  Dysport : เป็นโบท็อกจากประเทศอังกฤษ มีอายุผลลัพธ์หลังการฉีดได้นานประมาณ 4-6 เดือน ในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 300 ยูนิต และ 500 ยูนิต  Aestox :  โบท็อกซ์จากประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการรับรองจาก KFDA (Korea Food & Drug Administration) จุดเด่นคือเป็นโบท็อกที่ออกฤทธิ์ไว อยู่ได้นาน 4-6 เดือน และยังมีให้เลือกมากถึง 3 ขนาด 50 ยูนิต  100 ยูนิต และ 200 ยูนิตค่ะ  NABOTA : เป็นโบท็อกจากประเภทเกาหลีเพียงยี่ห้อเดียวที่ได้รับการรับรอง USFDA (U.S. Food and Drug Administration) โบท็อกมีความบริสุทธิ์สูงไม่แพ้กับยี่ห้ออื่นๆ ออกฤทธิ์ไว และอยู่ได้นาน 4-6 เดือนเช่นเดียวกับยี่ห้อ Aestox ปัจจุบันโบท็อก NABOTA ที่นำเข้ามาใช้ในไทยมี 1 ขนาด คือ กล่องดำ 100 ยูนิต   HUGEL : โบท็อกจากประเทศเกาหลีใต้ ผู้ผลิตเดียวกับยี่ห้อ Aestox ซึ่งในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 50 ยูนิต และ 200 ยูนิต  Botulax : โบท็อกอีกหนึ่งยี่ห้อจากประเทศเกาหลีใต้ที่ผลิตโดยบริษัทเดียวกับ Aestox และ HUGEL ซึ่ง Botulax ผ่านการรับรองจาก KFDA (Korea Food & Drug Administration) มีให้เลือกมากถึง 3 ขนาดเหมือนกับยี่ห้อ Aestox นั่นคือขนาด 50 ยูนิต 100 ยูนิต และ 200 ยูนิตค่ะ  BTXA : โบท็อกซ์จากฮ่องกง ที่สามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 4-6 เดือน โดยในไทยมี 100 ยูนิตเพียงขนาดเดียว  CLODEW : โบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี ผู้ผลิตเดียวกับโบท็อก NABOTA ซึ่งมีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ไว มีความบริสุทธิ์สูง อยู่ได้นานถึง 4-6 เดือน และมีเพียงขนาดเดียวซึ่งก็คือ ขนาด 100 ยูนิต   ฉีดโบท็อกครั้งแรก! สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกลดกรามมีอะไรบ้าง? แม้การฉีดโบท็อกกรามจะช่วยให้หน้าได้รูป เรียวสวยเป๊ะทุกองศา แต่ก่อนจะตัดสินใจฉีดโบลดกรามก็มีเรื่องที่ห้ามลืม และควรรู้ทุกครั้งที่ฉีดโบท็อกกราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ฉีดโบท็อกครั้งแรก ซึ่งได้แก่   ก่อนฉีดโบท็อกกรามควรตรวจสอบสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการฉีดโบทุกครั้ง สถานพยาบาลต้องมีใบอนุญาติ แพทย์ต้องมีประสบการณ์ สามารถตรวจสอบได้จากแพทย์สภา เพราะการฉีดโบท็อกกรามทุกครั้งต้องมีการประเมินใบหน้าใหม่ และมีการประเมินปริมาณโบท็อกที่ต้องใช้ในการฉีดแต่ละครั้งเสมอ  งดทานยาแก้ปวดทุกชนิด และอาหารเสริมที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดไม่หยุดไหลได้ หากใครมียาที่ทานประจำควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา  ก่อนฉีดโบท็อกกราม ควรให้แพทย์ผสมยาต่อหน้าและสังเกตทุกครั้งว่ายาที่ใช้เป็นของแท้  ศึกษาเกี่ยวกับฉีดโบลดกรามทุกครั้ง รวมถึงวิธีตรวจสอบ โบแท้ โบปลอม  หากใครมีคอร์สทำหน้าต่างๆ แนะนำให้เข้ารับบริการให้เรียบร้อยก่อนฉีดโบท็อกกราม แต่ถ้าไม่สามารถเลื่อนได้แนะนำว่าให้เว้นระยะ 2 สัปดาห์หลังจากฉีดโบท็อกแล้วค่อยกลับไปทำจะดีกว่าค่ะ   ฉีดโบท็อกกรามมีผลข้างเคียงไหม? แม้ว่าการฉีดโบท็อกลดกรามจะมีข้อดีมากมาย ในเรื่องของการช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้ใบหน้าได้รูปหน้าเรียวแบบไม่โป๊ะแล้ว ยังเป็นหัตถการที่ไม่จำเป็นจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการฉีดโบท็อกซ์กรามก็มีข้อควรระวังในการทำเช่นเดียวกับหัตถการประเภทอื่นๆ   อาจทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดโบท็อกลดกราม มีรอยแดง ช้ำเขียว ซึ่งรอยช้ำเหล่านี้จะหายเองได้ภายใน 3-5 วัน  รู้สึกเคี้ยวอาหารลำบาก โดยเฉพาะอาหารที่มีความแข็งและความเหนียว เนื่องจากโบท็อกจะเข้าไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อ สามารถหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์  รู้สึกหน้าตึง ควบคุมการขยับของใบหน้าได้ลำบาก เช่น การยิ้ม  ยิ้มแล้วทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เนื่องจากโบท็อกส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ยิ้ม แต่อาการนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  รู้สึกตึงและเจ็บบริเวณกราม อ้าปากกว้างได้ลำบาก  แก้มหย่อยคล้อย เนื่องจากโบท็อกช่วยลดกล้ามเนื้อกรามให้เล็กลง แต่ไม่ได้ช่วยลดไขมัน ทำให้ผู้ที่มีแก้มเยอะก็อาจจะแก้มหย่อนคล้อยลง  วิงเวียนศีรษะ ผิวแพ้เห่อเป็นรอยแดง   ผลข้างเคียงทั้งหมดที่กล่าวมา หากเป็นการฉีดโบท็อกซ์กรามของแท้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะหายเองได้หลังจากฉีดโบกราม แต่ถ้าฉีดโบท็อกลดกรามกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ หมอเถื่อน หมอกระเป๋า อาจได้รับปริมาณโบท็อกซ์มากเกินไป ฉีดไม่ตรงจุด หรือได้รับโบท็อกซ์ของปลอมที่ไม่มีคุณภาพ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายมากกว่านี้ได้   ข้อแนะนำหลังฉีดโบลดกราม จากที่ได้ทราบกันไปแล้วว่าก่อนฉีดโบท็อกกราม เราจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับหัตถการเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่เตรียมตัวให้ดี แล้วที่นี้หลายคนก็เกิดข้อสงสัยว่าหลังฉีดยังต้องมีการระมัดระวัง หรือมีข้อแนะนำอะไรบ้างหรือไม่ที่ควรทำหลังฉีดโบท็อกกราม มาดูไปพร้อมๆ กันค่ะ   หลังฉีดโบท็อกกรามควรเคี้ยวหมากฝรั่งหรือกัดฟันไว้หลังฉีด และค่อยๆ บริหารกล้ามเนื้อ 30 นาที เพื่อให้ตัวยาโบท็อกเกิดการกระจายตัวและร่างกายดูดซึมเข้าไปได้มากที่สุด  งดเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวจนเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นกล้ามเนื้อกราม ในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากฉีดโบท็อกกราม  งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและสูบบุหรี่เป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังฉีด  งดอาหารประเภทที่ต้องอยู่หน้าเตาร้อนๆ ทุกชนิด เช่นปิ้งย่าง ชาบู  งดอาหารรสจัด อาหารหมัดดองทุกชนิด อาหารทะเล อาหารดิบๆ สุกๆ ทุกรูปแบบ  งดกิจกรรมความร้อนทุกชนิด หรือกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง เช่น ซาวน่า การออกกำลังกายหนักเกินไป เป็นเวลา 3 วันหลังฉีดโบลดกราม  งดทำเลเซอร์ร้อนบริเวณใบหน้าเป็นเวลา 2 อาทิตย์  หลังฉีดโบท็อกกรามงดนอนราบ เพราะเลือดที่ไหลเวียนอาจทำให้ตัวยาเคลื่อนไปตำแหน่งอื่นได้  สามารถทาครีมบำรุงผิว แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางได้ตามปกติ หลังฉีดโบ 2 สัปดาห์
Botox ยี่ห้อไหนดีที่สุด

Botox ยี่ห้อไหนดีที่สุด?


การทราบยี่ห้อ Botox ว่ามียี่ห้ออะไรบ้างก่อนจะไปฉีดโบท็อกกรามนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เพราะปัจจุบันโบท็อกในไทยมีหลากหลายยี่ห้อหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา เกาหลี เยอรมัน อังกฤษ เป็นต้น ที่ผ่านการตรวจสอบ และได้รับมาตรฐานการรับรองจากอย.ไทยถึง 8 ยี่ห้อด้วยกัน โดยยี่ห้อโบท็อกต่างๆ ในไทยมีดังต่อไปนี้


  • Allergan : ยี่ห้อโบท็อกจากประเทศอเมริกาที่ได้รับความนิยมในการนำมาฉีดส่วนต่างๆบริเวณใบหน้า ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจก็คือเป็น Botox บริสุทธิ์ถึง 99.5% สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-6 เดือน โดยโบท็อกยี่ห้อ Allergan ในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 50 ยูนิต และ 100 ยูนิตค่ะ

  • XEOMIN : โบท็อกจากประเทศเยอรมัน มีจุดเด่นที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ก็คือเป็นโบท็อกมีความบริสุทธิ์สูง ลดโอกาสการดื้อยา การฉีดโบท็อกยี่ห้อ XEOMIN ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีอาการดื้อโบท็อกซ์ สำหรับผลลัพธ์ของยี่ห้อนี้นั้นจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน และมีด้วยกัน 2 คือ 50 ยูนิต และ 100 ยูนิตขนาดคล้ายกับยี่ห้อ Allergan

  • Dysport : เป็นโบท็อกจากประเทศอังกฤษ มีอายุผลลัพธ์หลังการฉีดได้นานประมาณ 4-6 เดือน ในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 300 ยูนิต และ 500 ยูนิต

  • Aestox : โบท็อกซ์จากประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการรับรองจาก KFDA (Korea Food & Drug Administration) จุดเด่นคือเป็นโบท็อกที่ออกฤทธิ์ไว อยู่ได้นาน 4-6 เดือน และยังมีให้เลือกมากถึง 3 ขนาด 50 ยูนิต 100 ยูนิต และ 200 ยูนิตค่ะ

  • NABOTA : เป็นโบท็อกจากประเภทเกาหลีเพียงยี่ห้อเดียวที่ได้รับการรับรอง USFDA (U.S. Food and Drug Administration) โบท็อกมีความบริสุทธิ์สูงไม่แพ้กับยี่ห้ออื่นๆ ออกฤทธิ์ไว และอยู่ได้นาน 4-6 เดือนเช่นเดียวกับยี่ห้อ Aestox ปัจจุบันโบท็อก NABOTA ที่นำเข้ามาใช้ในไทยมี 1 ขนาด คือ กล่องดำ 100 ยูนิต

  • HUGEL : โบท็อกจากประเทศเกาหลีใต้ ผู้ผลิตเดียวกับยี่ห้อ Aestox ซึ่งในประเทศไทยจะมีด้วยกัน 2 ขนาดคือ 50 ยูนิต และ 200 ยูนิต

  • Botulax : โบท็อกอีกหนึ่งยี่ห้อจากประเทศเกาหลีใต้ที่ผลิตโดยบริษัทเดียวกับ Aestox และ HUGEL ซึ่ง Botulax ผ่านการรับรองจาก KFDA (Korea Food & Drug Administration) มีให้เลือกมากถึง 3 ขนาดเหมือนกับยี่ห้อ Aestox นั่นคือขนาด 50 ยูนิต 100 ยูนิต และ 200 ยูนิตค่ะ

  • BTXA : โบท็อกซ์จากฮ่องกง ที่สามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 4-6 เดือน โดยในไทยมี 100 ยูนิตเพียงขนาดเดียว

  • CLODEW : โบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี ผู้ผลิตเดียวกับโบท็อก NABOTA ซึ่งมีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ไว มีความบริสุทธิ์สูง อยู่ได้นานถึง 4-6 เดือน และมีเพียงขนาดเดียวซึ่งก็คือ ขนาด 100 ยูนิต


ฉีดโบท็อกครั้งแรก! สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกลดกรามมีอะไรบ้าง?

แม้การฉีดโบท็อกกรามจะช่วยให้หน้าได้รูป เรียวสวยเป๊ะทุกองศา แต่ก่อนจะตัดสินใจฉีดโบลดกรามก็มีเรื่องที่ห้ามลืม และควรรู้ทุกครั้งที่ฉีดโบท็อกกราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ฉีดโบท็อกครั้งแรก ซึ่งได้แก่


  • ก่อนฉีดโบท็อกกรามควรตรวจสอบสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการฉีดโบทุกครั้ง สถานพยาบาลต้องมีใบอนุญาติ แพทย์ต้องมีประสบการณ์ สามารถตรวจสอบได้จากแพทย์สภา เพราะการฉีดโบท็อกกรามทุกครั้งต้องมีการประเมินใบหน้าใหม่ และมีการประเมินปริมาณโบท็อกที่ต้องใช้ในการฉีดแต่ละครั้งเสมอ

  • งดทานยาแก้ปวดทุกชนิด และอาหารเสริมที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดไม่หยุดไหลได้ หากใครมียาที่ทานประจำควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา

  • ก่อนฉีดโบท็อกกราม ควรให้แพทย์ผสมยาต่อหน้าและสังเกตทุกครั้งว่ายาที่ใช้เป็นของแท้

  • ศึกษาเกี่ยวกับฉีดโบลดกรามทุกครั้ง รวมถึงวิธีตรวจสอบ โบแท้ โบปลอม

  • หากใครมีคอร์สทำหน้าต่างๆ แนะนำให้เข้ารับบริการให้เรียบร้อยก่อนฉีดโบท็อกกราม แต่ถ้าไม่สามารถเลื่อนได้แนะนำว่าให้เว้นระยะ 2 สัปดาห์หลังจากฉีดโบท็อกแล้วค่อยกลับไปทำจะดีกว่าค่ะ


ฉีดโบท็อกกรามมีผลข้างเคียงไหม?

แม้ว่าการฉีดโบท็อกลดกรามจะมีข้อดีมากมาย ในเรื่องของการช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้ใบหน้าได้รูปหน้าเรียวแบบไม่โป๊ะแล้ว ยังเป็นหัตถการที่ไม่จำเป็นจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการฉีดโบท็อกซ์กรามก็มีข้อควรระวังในการทำเช่นเดียวกับหัตถการประเภทอื่นๆ


  • อาจทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดโบท็อกลดกราม มีรอยแดง ช้ำเขียว ซึ่งรอยช้ำเหล่านี้จะหายเองได้ภายใน 3-5 วัน

  • รู้สึกเคี้ยวอาหารลำบาก โดยเฉพาะอาหารที่มีความแข็งและความเหนียว เนื่องจากโบท็อกจะเข้าไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อ สามารถหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์

  • รู้สึกหน้าตึง ควบคุมการขยับของใบหน้าได้ลำบาก เช่น การยิ้ม

  • ยิ้มแล้วทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เนื่องจากโบท็อกส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ยิ้ม แต่อาการนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

  • รู้สึกตึงและเจ็บบริเวณกราม อ้าปากกว้างได้ลำบาก

  • แก้มหย่อยคล้อย เนื่องจากโบท็อกช่วยลดกล้ามเนื้อกรามให้เล็กลง แต่ไม่ได้ช่วยลดไขมัน ทำให้ผู้ที่มีแก้มเยอะก็อาจจะแก้มหย่อนคล้อยลง

  • วิงเวียนศีรษะ ผิวแพ้เห่อเป็นรอยแดง


ผลข้างเคียงทั้งหมดที่กล่าวมา หากเป็นการฉีดโบท็อกซ์กรามของแท้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะหายเองได้หลังจากฉีดโบกราม แต่ถ้าฉีดโบท็อกลดกรามกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ หมอเถื่อน หมอกระเป๋า อาจได้รับปริมาณโบท็อกซ์มากเกินไป ฉีดไม่ตรงจุด หรือได้รับโบท็อกซ์ของปลอมที่ไม่มีคุณภาพ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายมากกว่านี้ได้


ข้อแนะนำหลังฉีดโบลดกราม

จากที่ได้ทราบกันไปแล้วว่าก่อนฉีดโบท็อกกราม เราจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับหัตถการเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่เตรียมตัวให้ดี แล้วที่นี้หลายคนก็เกิดข้อสงสัยว่าหลังฉีดยังต้องมีการระมัดระวัง หรือมีข้อแนะนำอะไรบ้างหรือไม่ที่ควรทำหลังฉีดโบท็อกกราม มาดูไปพร้อมๆ กันค่ะ


  • หลังฉีดโบท็อกกรามควรเคี้ยวหมากฝรั่งหรือกัดฟันไว้หลังฉีด และค่อยๆ บริหารกล้ามเนื้อ 30 นาที เพื่อให้ตัวยาโบท็อกเกิดการกระจายตัวและร่างกายดูดซึมเข้าไปได้มากที่สุด

  • งดเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวจนเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นกล้ามเนื้อกราม ในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากฉีดโบท็อกกราม

  • งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและสูบบุหรี่เป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังฉีด

  • งดอาหารประเภทที่ต้องอยู่หน้าเตาร้อนๆ ทุกชนิด เช่นปิ้งย่าง ชาบู

  • งดอาหารรสจัด อาหารหมัดดองทุกชนิด อาหารทะเล อาหารดิบๆ สุกๆ ทุกรูปแบบ

  • งดกิจกรรมความร้อนทุกชนิด หรือกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง เช่น ซาวน่า การออกกำลังกายหนักเกินไป เป็นเวลา 3 วันหลังฉีดโบลดกราม

  • งดทำเลเซอร์ร้อนบริเวณใบหน้าเป็นเวลา 2 อาทิตย์

  • หลังฉีดโบท็อกกรามงดนอนราบ เพราะเลือดที่ไหลเวียนอาจทำให้ตัวยาเคลื่อนไปตำแหน่งอื่นได้

  • สามารถทาครีมบำรุงผิว แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางได้ตามปกติ หลังฉีดโบ 2 สัปดาห์


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ ร้อยไหมหน้าเรียว vs โบลดกราม ทำอะไรดี? หลายท่านคงเคยได้ยินว่านอกจากโบท็อกกรามแล้วยังมีการทำร้อยไหมหน้าเรียว ที่ช่วยให้ใบหน้าเรียวได้เช่นเดียวกัน ซึ่งข้อดีของการร้อยไหมหน้าเรียวนั้นจะช่วยยกกระชับ ลดความหย่อนคล้อย เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ซึ่งในระหว่างร้อยไหมหน้าเรียวจะมีรู้สึกรับรู้ได้ถึงเส้นไหมที่มีการร้อยเข้าที่บริเวณใบหน้า ส่วนการฉีดโบท็อกกรามจะช่วยให้ขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลง จากการทำงานออกฤทธิ์ของโบท็อกที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ   เมื่อเปรียบเทียบข้อดีของอาการทั้ง 2 แบบนั้นจะเห็นได้ว่ามีความปลอดภัยในการทำทั้งคู่ แต่การฉีดโบท็อกจะมีราคาที่ถูกกว่าการร้อยไหมหน้าเรียว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าคนไข้มีปัญหาใบหน้าแบบใด อย่างไรก็ตามหากท่านใดมีปัญหาไปหน้าที่หย่อนคล้อยต้องการยกกระชับและต้องการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามไปด้วย สามารถทำหัตถการทั้ง 2 ควบคู่พร้อมกันได้ค่ะ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบท็อกกราม 1. Botox ลดกราม กี่วันเห็นผล? ส่วนใหญ่แล้วหลังการฉีดโบท็อกลดกรามจะสามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์หลังการฉีดได้ใน 14 วัน กล้ามเนื้อจะทำงานน้อยลง เมื่อผ่านไป 2-3 เดือนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในกล้ามเนื้อบริเวณกราม ที่เวลากัดฟันแรงๆ แล้วกล้ามเนื้อบริเวณฟันกรามจะไม่ปูดขึ้นมา และกล้ามเนื้อดูนิ่มลง   2. ฉีด Botox ลดกราม เจ็บไหม? สำหรับใครที่สงสัยว่าการฉีดโบท็อกกรามนั้นเจ็บไหม  ขอตอบเลยว่าไม่เจ็บค่ะ เพราะในระหว่างก่อนฉีดและในขณะที่ฉีดจะมีการประคบเย็นเพื่อบรรเทา ลดความเจ็บอยู่เสมอค่ะ ใครที่กังวลว่าการฉีดโบลดกรามจะเจ็บนั้น หายกังวลและสบายใจในการฉีดได้เลย   3. ฉีดโบท็อกลดกรามอยู่ได้นานไหม? สรุปแล้วฉีดโบลดกรามอยู่ได้นานไหม? ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนเข้าใจผิดว่าการฉีดโบท็อกกรามสามารถอยู่ได้นานถาวรนั้น อยากให้ปรับความเข้าใจใหม่ค่ะ เพราะเพราะการฉีดโบท็อกเป็นการให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งในเรื่องของผลลัพธ์การฉีดโบท็อกกรามจะอยู่ได้นานประมาณ 5-6 เดือน   4.  โดยทั่วไปแล้วโบท็อกกรามกี่ยูนิต? ปกติแล้วต้องฉีดโบท็อกกรามกี่ยูนิต? จริงๆ แล้วปริมาณ Botox ในการฉีดโบท็อกกรามมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับการประเมินปริมาณที่เหมาะสมปริมาณในการฉีดจากแพทย์ที่ดำเนินหัตถการดังกล่าวให้ ปกติแล้วบริเวณกรามจะใช้โบท็อกในการฉีดประมาณ 30-50 ยูนิตต่อข้างค่ะ   5. ฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึง ทำอย่างไรดี? หลายท่านเมื่อฉีดโบท็อกแล้วมีความรู้สึกหน้าตึง เกิดความกังวลใจว่าอาการหน้าตึงที่เกิดขึ้นจะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ดีหรือเปล่า การที่ฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึงนั้นอาจเกิดจากการที่ได้รับปริมาณโบท็อกที่มากเกินไป ไม่เหมาะสมกับในบริเวณที่ทำ เพราะหลังฉีดเมื่อเวลาผ่านไปโบท็อกจะค่อยๆออกฤทธิ์มากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เมื่อหากเกิดอาการฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อเข้ารับการแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นค่ะ   6. อยากหน้าเรียวเล็ก ฉีดโบลดกรามอย่างเดียวพอไหม? หากท่านใดอยากหน้าเรียวเล็กหน้าวีเชฟ จะถ่ายรูปกี่องศาก็ไม่ประหม่า กังวลว่าฉีดโบลดกรามอย่างเดียวจะพอหรอ มีหัตถการอื่นที่ทำควบคู่หรือสามารถทำหัตถการอื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่นั้น จริงๆ แล้วสามารถทำหัตถการอื่นที่ช่วยยกกระชับ ปรับรูปหน้าได้ค่ะ เช่น การร้อยไหมหน้าเรียว การทำ Hifu หรือแม้กระทั่งการฉีด ฟิลเลอร์
ร้อยไหมหน้าเรียว vs โบลดกราม ทำอะไรดี

ร้อยไหมหน้าเรียว vs โบลดกราม ทำอะไรดี?

หลายท่านคงเคยได้ยินว่านอกจากโบท็อกกรามแล้วยังมีการทำร้อยไหมหน้าเรียว ที่ช่วยให้ใบหน้าเรียวได้เช่นเดียวกัน ซึ่งข้อดีของการร้อยไหมหน้าเรียวนั้นจะช่วยยกกระชับ ลดความหย่อนคล้อย เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ซึ่งในระหว่างร้อยไหมหน้าเรียวจะมีรู้สึกรับรู้ได้ถึงเส้นไหมที่มีการร้อยเข้าที่บริเวณใบหน้า ส่วนการฉีดโบท็อกกรามจะช่วยให้ขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลง จากการทำงานออกฤทธิ์ของโบท็อกที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ


เมื่อเปรียบเทียบข้อดีของอาการทั้ง 2 แบบนั้นจะเห็นได้ว่ามีความปลอดภัยในการทำทั้งคู่ แต่การฉีดโบท็อกจะมีราคาที่ถูกกว่าการร้อยไหมหน้าเรียว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าคนไข้มีปัญหาใบหน้าแบบใด อย่างไรก็ตามหากท่านใดมีปัญหาไปหน้าที่หย่อนคล้อยต้องการยกกระชับและต้องการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามไปด้วย สามารถทำหัตถการทั้ง 2 ควบคู่พร้อมกันได้ค่ะ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบท็อกกราม

1. Botox ลดกราม กี่วันเห็นผล?

ส่วนใหญ่แล้วหลังการฉีดโบท็อกลดกรามจะสามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์หลังการฉีดได้ใน 14 วัน กล้ามเนื้อจะทำงานน้อยลง เมื่อผ่านไป 2-3 เดือนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในกล้ามเนื้อบริเวณกราม ที่เวลากัดฟันแรงๆ แล้วกล้ามเนื้อบริเวณฟันกรามจะไม่ปูดขึ้นมา และกล้ามเนื้อดูนิ่มลง


2. ฉีด Botox ลดกราม เจ็บไหม?

สำหรับใครที่สงสัยว่าการฉีดโบท็อกกรามนั้นเจ็บไหม ขอตอบเลยว่าไม่เจ็บค่ะ เพราะในระหว่างก่อนฉีดและในขณะที่ฉีดจะมีการประคบเย็นเพื่อบรรเทา ลดความเจ็บอยู่เสมอค่ะ ใครที่กังวลว่าการฉีดโบลดกรามจะเจ็บนั้น หายกังวลและสบายใจในการฉีดได้เลย


3. ฉีดโบท็อกลดกรามอยู่ได้นานไหม?

สรุปแล้วฉีดโบลดกรามอยู่ได้นานไหม? ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนเข้าใจผิดว่าการฉีดโบท็อกกรามสามารถอยู่ได้นานถาวรนั้น อยากให้ปรับความเข้าใจใหม่ค่ะ เพราะเพราะการฉีดโบท็อกเป็นการให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งในเรื่องของผลลัพธ์การฉีดโบท็อกกรามจะอยู่ได้นานประมาณ 5-6 เดือน


4. โดยทั่วไปแล้วโบท็อกกรามกี่ยูนิต?

ปกติแล้วต้องฉีดโบท็อกกรามกี่ยูนิต? จริงๆ แล้วปริมาณ Botox ในการฉีดโบท็อกกรามมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับการประเมินปริมาณที่เหมาะสมปริมาณในการฉีดจากแพทย์ที่ดำเนินหัตถการดังกล่าวให้ ปกติแล้วบริเวณกรามจะใช้โบท็อกในการฉีดประมาณ 30-50 ยูนิตต่อข้างค่ะ


5. ฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึง ทำอย่างไรดี?

หลายท่านเมื่อฉีดโบท็อกแล้วมีความรู้สึกหน้าตึง เกิดความกังวลใจว่าอาการหน้าตึงที่เกิดขึ้นจะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ดีหรือเปล่า การที่ฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึงนั้นอาจเกิดจากการที่ได้รับปริมาณโบท็อกที่มากเกินไป ไม่เหมาะสมกับในบริเวณที่ทำ เพราะหลังฉีดเมื่อเวลาผ่านไปโบท็อกจะค่อยๆออกฤทธิ์มากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เมื่อหากเกิดอาการฉีดโบท็อกแล้วหน้าตึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อเข้ารับการแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นค่ะ


6. อยากหน้าเรียวเล็ก ฉีดโบลดกรามอย่างเดียวพอไหม?

หากท่านใดอยากหน้าเรียวเล็กหน้าวีเชฟ จะถ่ายรูปกี่องศาก็ไม่ประหม่า กังวลว่าฉีดโบลดกรามอย่างเดียวจะพอหรอ มีหัตถการอื่นที่ทำควบคู่หรือสามารถทำหัตถการอื่นเพิ่มเติมได้หรือไม่นั้น จริงๆ แล้วสามารถทำหัตถการอื่นที่ช่วยยกกระชับ ปรับรูปหน้าได้ค่ะ เช่น การร้อยไหมหน้าเรียว การทำ Hifu หรือแม้กระทั่งการฉีด ฟิลเลอร์


โปรโมชันโบท็อกกรามกับ nabilasurgery ฉีดหน้าที่ รพ.ไทยและ รพ.เกาหลี คลิกที่นี่ https://line.me/R/ti/p/@556dphza


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ Rejuran รักษาหลุมสิว หน้าฉ่ำวาว  ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ยอดฮิตที่มาแรงอย่างมากในตอนนี้นั้นก็คือการฉีดรีจูรัน (rejuran) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยกู้ผิวสวยใส ให้มีผิวเงาแบบกระจกหรือ Glass Skin ตามสาวเกาหลี และที่สำคัญ rejuran ราคา ไม่เเพงมาก แต่ได้หน้าฉ่ำน้ำมาก   Rejuran คืออะไร? rejuran รีจูรันคือ การกระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ เป็นสารสกัดจาก Polyneucleotide  ที่มาจาก DNA ของปลาแซลมอน (Wild Salmon DNA) ที่อาศัยอยู่ในทะเลตามธรรมชาติ ซึ่งใกล้เคียง DNA มนุษย์มากที่สุด สามารถเข้ากันได้ดีกับร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยซ่อมแซมถึงระดับเซลล์ผิว ฟื้นฟูใบหน้าในระดับชั้นผิวหนังแท้  ทำให้ผิวดูฉ่ำวาว มีออร่า เปล่งปลั่งแข็งแรง และผิวสุขภาพดี    หลักการทำงานของ Rejuran เป็นอย่างไร? กระบวนการทำงานของรีจูรัน (rejuran) คือการนำโพลีนิวคลีโอไทด์บริสุทธิ์ที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายของมนุษย์ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรง หรือ Rejuvenation (แทนที่เซลล์) ที่เสื่อมสภาพ จึงสามารถฟื้นฟูและสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์และมีคุณภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ   Polynucleotide (โพลินิวคลีโอไทด์) คืออะไร   Polyneucleotide (PN) โพลีนิวคลีโอไทด์บริสุทธิ์  คือชิ้นส่วน DNA ที่ได้จากปลาแซลมอนที่อยู่ในทะเลธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรเฉพาะที่เรียกว่า DOT™ ซึ่งเป็นสารละลายมีลักษณะเป็นเจลใส ปราศจากสี หลังฉีดเข้าสู่ผิวหนังแล้วจะค่อยๆ กลืนไปกับร่างกาย และซ่อมแซมผิวหนัง ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเข้ากันได้ดีที่สุดกับผิวหนังของมนุษย์ โดยปราศจากปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวด้วยกระบวนการทางชีววิทยาของชั้นผิวหนังแท้และผิวหนังกำพร้า   นอกจากนี้ ยังมีวิจัยในอาสาสมัครพบว่า การใช้ Polyneucleotide (PN) ในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic ulcer) สามารถเร่งขบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูแผล (Healing) ได้เช่นกัน รวมถึงช่วยฟื้นฟูผิวให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาเม็ดสี (Pigmentation) ผู้ป่วยที่เป็นแผลเป็น ผิวที่มีการอักเสบได้ด้วย    ซึ่งรีจูรันนั้น เป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวจากภายในได้อย่างรวดเร็ว ที่ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ตอบโจทย์คนที่ต้องการให้ผิวดูอ่อนเยาว์ยาวนาน และประโยชน์อีกมากมายดังนี้   ผลัดเซลล์ใหม่อย่างเหมาะสม  เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น   ผิวดูกระจ่างใสขึ้น  กระตุ้นคลอลาเจน   รักษาหลุมสิว   รูขุมขนเล็กลง  ลดการเกิดผิวเสียจากแสงแดด  ผิวดูฉ่ำวาว อิ่มฟู อุ้มน้ำ  ช่วยลดริ้วรอย   Rejuran เหมาะกับใคร?  รีจูรัน (rejuran) เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวไม่กระจ่างใส ผิวแห้งแต่งหน้าไม่ติด รอยสิว รอยแดง รอยดำ รูขุมขนกว้าง หน้ามัน ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ลดริ้วรอย ผิวไม่กระชับ ผิวขาดการบำรุง หรือผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าดังนี้   ริ้วรอยรอบดวงตา  ผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้า  ผิวแห้งกร้าน   ขาดความชุ่มชื้น  ผิวมันขาดสมดุลผิว  หลุมสิว   รูขุมขนกว้าง  ผู้ที่ต้องการสุขภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ  ผู้ที่ต้องการผิวหน้าเต่งตึงแลดูสดชื่น  ผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย
Rejuran รักษาหลุมสิว หน้าฉ่ำวาว

Rejuran รักษาหลุมสิว หน้าฉ่ำวาว

ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ยอดฮิตที่มาแรงอย่างมากในตอนนี้นั้นก็คือการฉีดรีจูรัน (rejuran) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยกู้ผิวสวยใส ให้มีผิวเงาแบบกระจกหรือ Glass Skin ตามสาวเกาหลี และที่สำคัญ rejuran ราคา ไม่เเพงมาก แต่ได้หน้าฉ่ำน้ำมาก


Rejuran คืออะไร?

rejuran รีจูรันคือ การกระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ เป็นสารสกัดจาก Polyneucleotide ที่มาจาก DNA ของปลาแซลมอน (Wild Salmon DNA) ที่อาศัยอยู่ในทะเลตามธรรมชาติ ซึ่งใกล้เคียง DNA มนุษย์มากที่สุด สามารถเข้ากันได้ดีกับร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยซ่อมแซมถึงระดับเซลล์ผิว ฟื้นฟูใบหน้าในระดับชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ผิวดูฉ่ำวาว มีออร่า เปล่งปลั่งแข็งแรง และผิวสุขภาพดี


หลักการทำงานของ Rejuran เป็นอย่างไร?

กระบวนการทำงานของรีจูรัน (rejuran) คือการนำโพลีนิวคลีโอไทด์บริสุทธิ์ที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายของมนุษย์ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรง หรือ Rejuvenation (แทนที่เซลล์) ที่เสื่อมสภาพ จึงสามารถฟื้นฟูและสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์และมีคุณภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ


Polynucleotide (โพลินิวคลีโอไทด์) คืออะไร

Polyneucleotide (PN) โพลีนิวคลีโอไทด์บริสุทธิ์ คือชิ้นส่วน DNA ที่ได้จากปลาแซลมอนที่อยู่ในทะเลธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรเฉพาะที่เรียกว่า DOT™ ซึ่งเป็นสารละลายมีลักษณะเป็นเจลใส ปราศจากสี หลังฉีดเข้าสู่ผิวหนังแล้วจะค่อยๆ กลืนไปกับร่างกาย และซ่อมแซมผิวหนัง ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเข้ากันได้ดีที่สุดกับผิวหนังของมนุษย์ โดยปราศจากปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวด้วยกระบวนการทางชีววิทยาของชั้นผิวหนังแท้และผิวหนังกำพร้า


นอกจากนี้ ยังมีวิจัยในอาสาสมัครพบว่า การใช้ Polyneucleotide (PN) ในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic ulcer) สามารถเร่งขบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูแผล (Healing) ได้เช่นกัน รวมถึงช่วยฟื้นฟูผิวให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาเม็ดสี (Pigmentation) ผู้ป่วยที่เป็นแผลเป็น ผิวที่มีการอักเสบได้ด้วย


ซึ่งรีจูรันนั้น เป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวจากภายในได้อย่างรวดเร็ว ที่ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ตอบโจทย์คนที่ต้องการให้ผิวดูอ่อนเยาว์ยาวนาน และประโยชน์อีกมากมายดังนี้


  • ผลัดเซลล์ใหม่อย่างเหมาะสม

  • เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น

  • ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

  • กระตุ้นคลอลาเจน

  • รักษาหลุมสิว

  • รูขุมขนเล็กลง

  • ลดการเกิดผิวเสียจากแสงแดด

  • ผิวดูฉ่ำวาว อิ่มฟู อุ้มน้ำ

  • ช่วยลดริ้วรอย


Rejuran เหมาะกับใคร?

รีจูรัน (rejuran) เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวไม่กระจ่างใส ผิวแห้งแต่งหน้าไม่ติด รอยสิว รอยแดง รอยดำ รูขุมขนกว้าง หน้ามัน ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ลดริ้วรอย ผิวไม่กระชับ ผิวขาดการบำรุง หรือผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าดังนี้


  • ริ้วรอยรอบดวงตา

  • ผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้า

  • ผิวแห้งกร้าน

  • ขาดความชุ่มชื้น

  • ผิวมันขาดสมดุลผิว

  • หลุมสิว

  • รูขุมขนกว้าง

  • ผู้ที่ต้องการสุขภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ

  • ผู้ที่ต้องการผิวหน้าเต่งตึงแลดูสดชื่น

  • ผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ บริเวณที่นิยมฉีด Rejuran  จริงๆ แล้วการฉีดรีจูรัน (rejuran) จะฉีดทั่วบริเวณบนใบหน้าแบบกระจายที่ชั้นผิวหนังแท้  หรือเลือกฉีดบริเวณเฉพาะจุดที่มีปัญหาผิวก็ได้ค่ะ   บริเวณหน้าผาก   เพื่อยกกระชับร่องบริเวณหน้าผากเพื่อให้หน้าดูอ่อนเยาว์ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว   บริเวณรอบดวงตา  เป็นบริเวณที่มักจะมีร่องลึกที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย หรือ ดูโทรม ซึ่งการฉีดรีจูรัน สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ร่องลึกบริเวณรอบดวงตาใต้ตา ตื้นขึ้นช่วยให้หน้าดูอ่อนกว่าวัย   บริเวณแก้มและร่องแก้ม  เป็นบริเวณที่มักจะมีปัญหาผิวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ปัญหารูขุมขนกว้าง สิว ร่องลึกร่องแก้ม และเกิดฝ้ากระ ซึ่งการฉีดรีจูรันสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาได้   บริเวณรอบริมฝีปาก  เป็นบริเวณที่มักพบปัญหาริ้วรอย เหี่ยวย่น และ ผิวแห้ง ซึ่งการฉีดรีจูรันจะค่อนข้างตอบโจทย์เพราะ Polynucleotide (PN) สามารถสร้างเซลล์ผิดที่เกิดใหม่และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้   และบริเวณอื่นๆ บนใบหน้าที่ต้องการการกระชับ สามารถปรึกษาปัญหาผิวเพิ่มเติมได้ที่ @nabila    ก่อนฉีด Rejuran ควรรู้อะไรบ้าง?  ก่อนฉีด rejuran หลุม สิว  ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำรีจูรันอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการทำหัตถการอื่นๆ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ เพื่อพิจารณาปัญหาที่ต้องการแก้ไข ว่าสามารถใช้รีจูรัน ช่วยได้หรือไม่    ข้อควรระวัง  เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ควรทำรีจูรันโดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการใช้รีจูรัน และรู้กายวิภาคบนใบหน้าเป็นอย่างดี   ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs สารยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยกกดภูมิคุ้มกัน   หากรับประทานวิตามินประเภท primrose oil, garlic, ginseng  หรือ Vitamin E ควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์  ไม่ควรทำรีจูรันในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง, โรค Sarcoidosis granulomatous pathology และ โรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบ  ห้ามใช้ในปริมาณที่มากเกินไป   ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยที่มีการตอบสนองที่ไว ต่อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ สารโซเดียม โพลีนิวคลีโอไทน์ (Sodium Polynucleitide)   ไม่ควรทำในหญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร   ไม่ควรทำในผู้ที่มีผิวหนังอักเสบหรือติดเชื้อ   ไม่แนะนำฉีดรีจูรันในกลุ่มที่แพ้อาหารทะเล  เมื่อต้องเจอกับปัญหาใบหน้าดูโทรม ไม่สดใส ใช้ครีมบำรุงเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย แต่รีจูรัน (rejuran) ช่วยได้ สุดยอดตัวช่วยเรื่องผิว บูสผิวให้เปร่งปรั่งดูสุขภาพดีได้ไม่ยาก ปลอดภัย แถมให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า มาทำความรู้จักรีจูรันให้มากขึ้น เพื่อเตรียมฉีดรีจูรัน หน้าใสกันเถอะ    วิธีการดูแลตนเองหลังฉีด Rejuran  สำหรับวิธีการดูแลตนเองหลังฉีด rejuran  เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส  ก็ไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ เเค่ปฏิบัติดังนี้   งดแต่งหน้าและล้างหน้าหลังฉีด 6 ชั่วโมง   หลีกเลี่ยงการนวดหรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด   สามารถทาครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้   ดื่มน้ำมากๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมตัวยาได้ดียิ่งขึ้น   ผลข้างเคียงหลังจากฉีด Rejuran  หลังจากฉีดรีจูรัน โดยปกติแล้ว มักไม่พบผลข้างเคียงใดๆ เพราะรีจูรันเป็นสารสกัดจากปลาแซลมอนธรรมชาติที่มี DNA คล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่อาจพบอาการที่เกิดจากการทำหัตถการเช่น รอยเข็ม รอยช้ำ อาการบวมแดงเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ประมาณ 3-24 ชั่วโมง อาจเร็วหรือนานกว่านั้นแล้วแต่บุคคล แต่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นค่ะ   Rejuran กับ Skin booster อื่นๆต่างกันอย่างไร? หากพูดถึงหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน อิ่มน้ำ ได้แบบสุดๆ แล้ว ในนาทีนี้คงไม่พ้นตัว Skin Booster ยอดฮิตอย่าง รีจูรัน (Rejuran) กับ เมโสชาแนล และนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่างฟิลเลอร์งานผิว Belotero Revive ที่จะช่วยเสกผิวให้เนียนกระชับ ฉ่ำวาวแบบสาวเกาหลี   Rejuran vs. Chanel หลายคนอาจจะยังสงสัยว่ารีจูรัน เมโสชาแนล แตกต่างกันอย่างไร เลือกตัวไหนจึงจะตอบโจทย์ปัญหาผิวที่สุด   rejuran  รีจูรันเป็นตัวยาเมโสหน้าใสที่นิยมมากในเกาหลี มีส่วนผสมหลักจาก PN (Polynucleotide) สกัดจาก DNA Salmon ที่เข้มข้นถึง 2% ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการซ่อมแซมเซลล์ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กระจ่างใส อุ้มน้ำ กระชับรูขุมขน และแก้ไขปัญหาเรื่องหลุมสิวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในการฉีดรีจูรัน แนะนำให้ฉีดทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 3 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเว้นระยะเป็นฉีดทุก 3-6 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์ของสุขภาพผิวดีให้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยหากมีการฉีดเพียง 1 ครั้ง ผลลัพธ์ผิวจะอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน โดยแนะนำให้ฉีดควบคู่กับการฉีดหลังทำหัตถการเลเซอร์  chanel เมโสชาแนล คือ  ตัวยา Premium Skin Booster กลุ่มเมโสหน้าใสชนิดหนึ่ง  โดยชาแนล เป็นชื่อเกิดจากการที่ชาวเกาหลีได้นำชื่อ Luxury Brand มาใช้เรียกเล่นๆ เพื่อชูความพรีเมี่ยมของตัวยานี้ จริงๆ แล้ว ตัวยาชาแนลที่แต่ละคลินิกใช้นั้นแตกต่างกัน ซึ่งยี่ห้อยอดนิยม ที่ช่วยฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับมาเปล่งปลั่ง เรียบ กระจ่างใสได้อย่างรวดเร็ว  ด้วยส่วนผสมหลักอย่าง Pink Yeast, เปปไทด์ และ Hyaluronic Acid แต่ผลลัพธ์ของการฉีดชาแนลอาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก ควรมีการกลับมาฉีดซ้ำเรื่อยๆ เพื่อคงผลลัพธ์ให้ยาวนานมากขึ้น   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีด Rejuran  คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Rejuran พร้อมกับคำตอบ Rejuran เห็นผลภายในกี่วัน? Rejuran อยู่ได้นานแค่ไหน? สามารถทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่กับ Rejuran ได้หรือไม่?     รีจูรัน ปลอดภัยจริงหรือ? Rejuran รีจูรันเป็นถือเป็นยาประเภทวิตามินบำรุงผิวที่ผ่านการรับรอง อย.ไทย และ KFDA จากต่างประเทศแล้ว ผลิตโดยประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการจดทะเบียนนำเข้าไทยอย่างถูกต้องโดยบริษัท รีเอจไลน์ จำกัด และจำหน่ายโดยบริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัดค่ะ   ซึ่งในปัจจุบันรีจูรัน ที่นำเข้าไทยจะมีทั้งหมด 3 รุ่น 3 สี แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2022 มีเพียง Rejuran Healer (กล่องสีดำ) รุ่นเดียวเท่านั้นที่สามารถผ่าน อย.ไทยได้ ส่วนอีก 2 รุ่น Rejuran S และ Rejuran I ยังไม่ผ่าน อย. ไทยค่ะ   Rejuran Healer  รีจูรันกล่องดำ ผู้ที่ต้องการเน้นฟื้นฟูผิว สายสวยแบบ Skin Booster ฟื้นฟูผิว เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มฟู รูขุมขนกระชับ ใบหน้าเรียบเนียน  Rejuran S  รีจูรันกล่องขาว หรือ Rejuran S จะช่วยเรื่องของผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลุมสิว เพราะตัวนี้จะเข้าไปฟื้นฟูผิวที่เกิดจากรอยแผลเป็น เช่น แผลหลุมสิว เมื่อเทียบกับอีก 2 รุ่น ตัวนี้เนื้อเจลจะมีความหนืดมากที่สุด  Rejuran I  รีจูรันกล่องสีน้ำเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวรอบดวงตา ลดริ้วรอยใต้ตา รอบปาก
ฉีดรีจูรัน (rejuran)

บริเวณที่นิยมฉีด Rejuran

จริงๆ แล้วการฉีดรีจูรัน (rejuran) จะฉีดทั่วบริเวณบนใบหน้าแบบกระจายที่ชั้นผิวหนังแท้ หรือเลือกฉีดบริเวณเฉพาะจุดที่มีปัญหาผิวก็ได้ค่ะ


  • บริเวณหน้าผาก

เพื่อยกกระชับร่องบริเวณหน้าผากเพื่อให้หน้าดูอ่อนเยาว์ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว


  • บริเวณรอบดวงตา

เป็นบริเวณที่มักจะมีร่องลึกที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย หรือ ดูโทรม ซึ่งการฉีดรีจูรัน สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ร่องลึกบริเวณรอบดวงตาใต้ตา ตื้นขึ้นช่วยให้หน้าดูอ่อนกว่าวัย


  • บริเวณแก้มและร่องแก้ม

เป็นบริเวณที่มักจะมีปัญหาผิวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ปัญหารูขุมขนกว้าง สิว ร่องลึกร่องแก้ม และเกิดฝ้ากระ ซึ่งการฉีดรีจูรันสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาได้


  • บริเวณรอบริมฝีปาก

เป็นบริเวณที่มักพบปัญหาริ้วรอย เหี่ยวย่น และ ผิวแห้ง ซึ่งการฉีดรีจูรันจะค่อนข้างตอบโจทย์เพราะ Polynucleotide (PN) สามารถสร้างเซลล์ผิดที่เกิดใหม่และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้


และบริเวณอื่นๆ บนใบหน้าที่ต้องการการกระชับ สามารถปรึกษาปัญหาผิวเพิ่มเติมได้ที่ @nabila


ก่อนฉีด Rejuran ควรรู้อะไรบ้าง?

ก่อนฉีด rejuran หลุม สิว ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำรีจูรันอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการทำหัตถการอื่นๆ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ เพื่อพิจารณาปัญหาที่ต้องการแก้ไข ว่าสามารถใช้รีจูรัน ช่วยได้หรือไม่


ข้อควรระวัง

  • เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ควรทำรีจูรันโดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการใช้รีจูรัน และรู้กายวิภาคบนใบหน้าเป็นอย่างดี

  • ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs สารยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยกกดภูมิคุ้มกัน

  • หากรับประทานวิตามินประเภท primrose oil, garlic, ginseng หรือ Vitamin E ควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์

  • ไม่ควรทำรีจูรันในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง, โรค Sarcoidosis granulomatous pathology และ โรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบ

  • ห้ามใช้ในปริมาณที่มากเกินไป

  • ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยที่มีการตอบสนองที่ไว ต่อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ สารโซเดียม โพลีนิวคลีโอไทน์ (Sodium Polynucleitide)

  • ไม่ควรทำในหญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร

  • ไม่ควรทำในผู้ที่มีผิวหนังอักเสบหรือติดเชื้อ

  • ไม่แนะนำฉีดรีจูรันในกลุ่มที่แพ้อาหารทะเล

  • เมื่อต้องเจอกับปัญหาใบหน้าดูโทรม ไม่สดใส ใช้ครีมบำรุงเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย แต่รีจูรัน (rejuran) ช่วยได้ สุดยอดตัวช่วยเรื่องผิว บูสผิวให้เปร่งปรั่งดูสุขภาพดีได้ไม่ยาก ปลอดภัย แถมให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า มาทำความรู้จักรีจูรันให้มากขึ้น เพื่อเตรียมฉีดรีจูรัน หน้าใสกันเถอะ


วิธีการดูแลตนเองหลังฉีด Rejuran

สำหรับวิธีการดูแลตนเองหลังฉีด rejuran เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส ก็ไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ เเค่ปฏิบัติดังนี้


  • งดแต่งหน้าและล้างหน้าหลังฉีด 6 ชั่วโมง

  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด

  • สามารถทาครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้

  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมตัวยาได้ดียิ่งขึ้น


ผลข้างเคียงหลังจากฉีด Rejuran

หลังจากฉีดรีจูรัน โดยปกติแล้ว มักไม่พบผลข้างเคียงใดๆ เพราะรีจูรันเป็นสารสกัดจากปลาแซลมอนธรรมชาติที่มี DNA คล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่อาจพบอาการที่เกิดจากการทำหัตถการเช่น รอยเข็ม รอยช้ำ อาการบวมแดงเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ประมาณ 3-24 ชั่วโมง อาจเร็วหรือนานกว่านั้นแล้วแต่บุคคล แต่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นค่ะ


Rejuran กับ Skin booster อื่นๆต่างกันอย่างไร?

หากพูดถึงหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน อิ่มน้ำ ได้แบบสุดๆ แล้ว ในนาทีนี้คงไม่พ้นตัว Skin Booster ยอดฮิตอย่าง รีจูรัน (Rejuran) กับ เมโสชาแนล และนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่างฟิลเลอร์งานผิว Belotero Revive ที่จะช่วยเสกผิวให้เนียนกระชับ ฉ่ำวาวแบบสาวเกาหลี


Rejuran vs. Chanel

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่ารีจูรัน เมโสชาแนล แตกต่างกันอย่างไร เลือกตัวไหนจึงจะตอบโจทย์ปัญหาผิวที่สุด


  • rejuran รีจูรันเป็นตัวยาเมโสหน้าใสที่นิยมมากในเกาหลี มีส่วนผสมหลักจาก PN (Polynucleotide) สกัดจาก DNA Salmon ที่เข้มข้นถึง 2% ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการซ่อมแซมเซลล์ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กระจ่างใส อุ้มน้ำ กระชับรูขุมขน และแก้ไขปัญหาเรื่องหลุมสิวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในการฉีดรีจูรัน แนะนำให้ฉีดทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 3 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเว้นระยะเป็นฉีดทุก 3-6 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์ของสุขภาพผิวดีให้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยหากมีการฉีดเพียง 1 ครั้ง ผลลัพธ์ผิวจะอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน โดยแนะนำให้ฉีดควบคู่กับการฉีดหลังทำหัตถการเลเซอร์

  • chanel เมโสชาแนล คือ ตัวยา Premium Skin Booster กลุ่มเมโสหน้าใสชนิดหนึ่ง โดยชาแนล เป็นชื่อเกิดจากการที่ชาวเกาหลีได้นำชื่อ Luxury Brand มาใช้เรียกเล่นๆ เพื่อชูความพรีเมี่ยมของตัวยานี้ จริงๆ แล้ว ตัวยาชาแนลที่แต่ละคลินิกใช้นั้นแตกต่างกัน ซึ่งยี่ห้อยอดนิยม ที่ช่วยฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับมาเปล่งปลั่ง เรียบ กระจ่างใสได้อย่างรวดเร็ว ด้วยส่วนผสมหลักอย่าง Pink Yeast, เปปไทด์ และ Hyaluronic Acid แต่ผลลัพธ์ของการฉีดชาแนลอาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก ควรมีการกลับมาฉีดซ้ำเรื่อยๆ เพื่อคงผลลัพธ์ให้ยาวนานมากขึ้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีด Rejuran

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Rejuran พร้อมกับคำตอบ Rejuran เห็นผลภายในกี่วัน? Rejuran อยู่ได้นานแค่ไหน? สามารถทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่กับ Rejuran ได้หรือไม่?


รีจูรัน ปลอดภัยจริงหรือ?

Rejuran รีจูรันเป็นถือเป็นยาประเภทวิตามินบำรุงผิวที่ผ่านการรับรอง อย.ไทย และ KFDA จากต่างประเทศแล้ว ผลิตโดยประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการจดทะเบียนนำเข้าไทยอย่างถูกต้องโดยบริษัท รีเอจไลน์ จำกัด และจำหน่ายโดยบริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัดค่ะ


ซึ่งในปัจจุบันรีจูรัน ที่นำเข้าไทยจะมีทั้งหมด 3 รุ่น 3 สี แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2022 มีเพียง Rejuran Healer (กล่องสีดำ) รุ่นเดียวเท่านั้นที่สามารถผ่าน อย.ไทยได้ ส่วนอีก 2 รุ่น Rejuran S และ Rejuran I ยังไม่ผ่าน อย. ไทยค่ะ


  • Rejuran Healer รีจูรันกล่องดำ ผู้ที่ต้องการเน้นฟื้นฟูผิว สายสวยแบบ Skin Booster ฟื้นฟูผิว เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มฟู รูขุมขนกระชับ ใบหน้าเรียบเนียน

  • Rejuran S รีจูรันกล่องขาว หรือ Rejuran S จะช่วยเรื่องของผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลุมสิว เพราะตัวนี้จะเข้าไปฟื้นฟูผิวที่เกิดจากรอยแผลเป็น เช่น แผลหลุมสิว เมื่อเทียบกับอีก 2 รุ่น ตัวนี้เนื้อเจลจะมีความหนืดมากที่สุด

  • Rejuran I รีจูรันกล่องสีน้ำเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวรอบดวงตา ลดริ้วรอยใต้ตา รอบปาก


Nabila Surgery นาบิลา เซอเจอรี่ Rejuran เห็นผลภายในกี่วัน? สำหรับการฉีดรีจูรันนั้น แนะนำให้ฉีด 3 ครั้งขึ้นไป ถึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ในระยะแรกเว้นระยะห่างในการฉีด 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถเว้น 6 เดือนเพื่อ Maintain ในระยะยาว ผลลัพธ์หลังฉีดครบ 4 ครั้ง 10 ประการดังนี้   ผิวยกกระชับ  ควบคุมความชุ่มชื้นและความมันของผิวอย่างสมดุล  เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว  รูขุมขนกระชับขึ้น  ทำให้ผิวเรียบเนียนและสีผิวสม่ำเสมอ  ลดความมันบนใบหน้า  ลดเลือนริ้วรอย  ผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม  เสริมสร้างเกราะกำบังให้แก่ผิว  ผ่านการวิจัยทางคลินิกแล้วว่าปลอดภัย   โดยผลลัพธ์ในการฟื้นฟูผิวด้วยรีจูรัน จะใช้เวลาในการซ่อมแซมผิวประมาณ 4 สัปดาห์ถึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน โดยควรฉีดรีจูรันจำนวน 4 ครั้ง ห่างกัน 2-3 สัปดาห์   ฉีดครั้งที่ 1 ในช่วง 3-5 วันแรก ผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้น และเรียบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ   ฉีดครั้งที่ 2  ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด ผิวจะเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยลดลง และรูขุมขนกระชับขึ้น     ฉีดครั้งที่ 3 ในช่วง 4-6 วันหลังฉีด ผิวจะยกกระชับขึ้น ผิวแน่นขึ้น และผิวแข็งแรงขึ้น   ฉีดครั้งที่ 4 ในช่วง 6-8 วันหลังฉีด สามารถเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวยกกระชับ รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ริ้วรอยลดลง ผิวสุขภาพดี แข็งแรงขึ้น อย่างสมดุล   Rejuran อยู่ได้นานแค่ไหน?  ในการฉีดรีจูรัน จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน  3 ครั้งแรกให้เว้นระยะห่างเข็มละ 3-4 สัปดาห์ และหลังจากฉีดเข็มที่สามแล้วให้เว้นยาวประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้ผิวดูสุขภาพดี ฉ่ำวาว อย่างต่อเนื่อง   สามารถทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่กับ Rejuran ได้หรือไม่?  หากใครที่อยากได้ Glass Skin ผิวใสดั่งกระจกแบบสาวเกาหลี ควรฉีด REJURUN  x  CHANEL คู่กันจะช่วยเสริมการฟื้นฟูผิวหน้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจุดเด่นของรีจูรัน จะช่วยฟื้นฟูซ่อมแซม และชาเนล จะเข้าไปบูสเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวสุขภาพดีแบบขั้นสุดไปเลยค่ะ   Rejuran กับ มาเด้คอลลาเจน หลายคนอาจจะสงสัยว่ารีจูรันแตกต่างจากการฉีดผิวแบบอื่นอย่างไร เพราะช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูแบบเดียวกัน มาดูกันว่ารีจูรันเหมือน หรือแตกต่างกับมาเด้คอลลาเจนอย่างไร   ต้องบอกก่อนว่ารีจูรันที่ผ่านอย.ไทย คือ ตัว Rejuran Healer คือ จะช่วยเรื่องฟื้นฟูผิว ซึ่งมีแนวทางการแก้ไขที่เหมือนกัน คือ Skin booster (เมโสชาแนล) แต่จะแตกต่างกันที่ส่วนผสมและการทำงาน   Skin booster มีส่วนประกอบหลักคือ สาร Hyaluronic acid ที่ช่วยคืนความชุ่มชื้น ให้ผิวเรียบเนียน เน้นลดเลือนริ้วรอยเป็นหลัก   Rejuran healer  มีเป็นส่วนประกอบหลัก  PN ซึ่งเป็น DNA Nucleotide ที่ผลิตจากปลาแซลมอน จึงให้ผลในการต่อต้านกระบวนการชราของผิวหนัง (anti-aging) ที่เสริมลงตามวัยจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ให้ผิวดูอ่อนเยาว์และแข็งแรง ไม่ใช่การฉีดเพื่อปรับรูปหน้า   ฉีด Rejuran เจ็บไหม ? การฉีด Rejuran คล้ายกับการฉีดเมโสหน้าใสค่ะ ในขั้นตอนการฉีดจะเจ็บเล็กน้อย โดยความรู้สึกขณะฉีดจะรู้สึกแสบ ๆ ผิวเมื่อเดินตัวยา สามารถบรรเทาอาการแสบได้ด้วยการประคบเย็น นอกจากนี้ข้อดีของ Rejuran คือจะใช้เข็ม (needle) ขนาดเล็ก ที่มีความบางเฉียบ ช่วยให้สารมีความหนืดปล่อยผ่านเข็มได้ง่าย ทำให้สารสามารถแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเจ็บลงได้ และไม่ทิ้งรอยแผลหลังจากการฉีดค่ะ   ฉีด Rejuran หน้าบวมไหม ? หลังฉีดรีจูรัน จะมีรอยบวมเป็นตุ่ม ๆ จากรอยเข็มที่ฉีด สามารถหายได้เองภายใน 3-5 วัน โดยไม่ต้องกังวลค่ะ   หลังฉีด Rejuran แต่งหน้าได้ไหม ? หลังฉีดรีจูรัน ไม่แนะนำให้แต่งหน้า อย่างน้อย 24 ชม.ค่ะ เนื่องจากมีรอยเข็มหลายจุด การแต่งหน้า อาจทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบได้
Rejuran รีจูรัน

Rejuran เห็นผลภายในกี่วัน?

สำหรับการฉีดรีจูรันนั้น แนะนำให้ฉีด 3 ครั้งขึ้นไป ถึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ในระยะแรกเว้นระยะห่างในการฉีด 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถเว้น 6 เดือนเพื่อ Maintain ในระยะยาว ผลลัพธ์หลังฉีดครบ 4 ครั้ง 10 ประการดังนี้


  • ผิวยกกระชับ

  • ควบคุมความชุ่มชื้นและความมันของผิวอย่างสมดุล

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว

  • รูขุมขนกระชับขึ้น

  • ทำให้ผิวเรียบเนียนและสีผิวสม่ำเสมอ

  • ลดความมันบนใบหน้า

  • ลดเลือนริ้วรอย

  • ผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม

  • เสริมสร้างเกราะกำบังให้แก่ผิว

  • ผ่านการวิจัยทางคลินิกแล้วว่าปลอดภัย


โดยผลลัพธ์ในการฟื้นฟูผิวด้วยรีจูรัน จะใช้เวลาในการซ่อมแซมผิวประมาณ 4 สัปดาห์ถึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน โดยควรฉีดรีจูรันจำนวน 4 ครั้ง ห่างกัน 2-3 สัปดาห์


  • ฉีดครั้งที่ 1 ในช่วง 3-5 วันแรก ผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้น และเรียบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ

  • ฉีดครั้งที่ 2 ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด ผิวจะเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยลดลง และรูขุมขนกระชับขึ้น

  • ฉีดครั้งที่ 3 ในช่วง 4-6 วันหลังฉีด ผิวจะยกกระชับขึ้น ผิวแน่นขึ้น และผิวแข็งแรงขึ้น

  • ฉีดครั้งที่ 4 ในช่วง 6-8 วันหลังฉีด สามารถเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวยกกระชับ รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ริ้วรอยลดลง ผิวสุขภาพดี แข็งแรงขึ้น อย่างสมดุล


Rejuran อยู่ได้นานแค่ไหน?

ในการฉีดรีจูรัน จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน 3 ครั้งแรกให้เว้นระยะห่างเข็มละ 3-4 สัปดาห์ และหลังจากฉีดเข็มที่สามแล้วให้เว้นยาวประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้ผิวดูสุขภาพดี ฉ่ำวาว อย่างต่อเนื่อง


สามารถทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่กับ Rejuran ได้หรือไม่?

หากใครที่อยากได้ Glass Skin ผิวใสดั่งกระจกแบบสาวเกาหลี ควรฉีด REJURUN x CHANEL คู่กันจะช่วยเสริมการฟื้นฟูผิวหน้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจุดเด่นของรีจูรัน จะช่วยฟื้นฟูซ่อมแซม และชาเนล จะเข้าไปบูสเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวสุขภาพดีแบบขั้นสุดไปเลยค่ะ


Rejuran กับ มาเด้คอลลาเจน

หลายคนอาจจะสงสัยว่ารีจูรันแตกต่างจากการฉีดผิวแบบอื่นอย่างไร เพราะช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูแบบเดียวกัน มาดูกันว่ารีจูรันเหมือน หรือแตกต่างกับมาเด้คอลลาเจนอย่างไร


ต้องบอกก่อนว่ารีจูรันที่ผ่านอย.ไทย คือ ตัว Rejuran Healer คือ จะช่วยเรื่องฟื้นฟูผิว ซึ่งมีแนวทางการแก้ไขที่เหมือนกัน คือ Skin booster (เมโสชาแนล) แต่จะแตกต่างกันที่ส่วนผสมและการทำงาน


Skin booster มีส่วนประกอบหลักคือ สาร Hyaluronic acid ที่ช่วยคืนความชุ่มชื้น ให้ผิวเรียบเนียน เน้นลดเลือนริ้วรอยเป็นหลัก


Rejuran healer มีเป็นส่วนประกอบหลัก PN ซึ่งเป็น DNA Nucleotide ที่ผลิตจากปลาแซลมอน จึงให้ผลในการต่อต้านกระบวนการชราของผิวหนัง (anti-aging) ที่เสริมลงตามวัยจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ให้ผิวดูอ่อนเยาว์และแข็งแรง ไม่ใช่การฉีดเพื่อปรับรูปหน้า


ฉีด Rejuran เจ็บไหม ?

การฉีด Rejuran คล้ายกับการฉีดเมโสหน้าใสค่ะ ในขั้นตอนการฉีดจะเจ็บเล็กน้อย โดยความรู้สึกขณะฉีดจะรู้สึกแสบ ๆ ผิวเมื่อเดินตัวยา สามารถบรรเทาอาการแสบได้ด้วยการประคบเย็น นอกจากนี้ข้อดีของ Rejuran คือจะใช้เข็ม (needle) ขนาดเล็ก ที่มีความบางเฉียบ ช่วยให้สารมีความหนืดปล่อยผ่านเข็มได้ง่าย ทำให้สารสามารถแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเจ็บลงได้ และไม่ทิ้งรอยแผลหลังจากการฉีดค่ะ


ฉีด Rejuran หน้าบวมไหม ?

หลังฉีดรีจูรัน จะมีรอยบวมเป็นตุ่ม ๆ จากรอยเข็มที่ฉีด สามารถหายได้เองภายใน 3-5 วัน โดยไม่ต้องกังวลค่ะ


หลังฉีด Rejuran แต่งหน้าได้ไหม ?

หลังฉีดรีจูรัน ไม่แนะนำให้แต่งหน้า อย่างน้อย 24 ชม.ค่ะ เนื่องจากมีรอยเข็มหลายจุด การแต่งหน้า อาจทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบได้


สำหรับราคาศัลยกรรมทั้งหน้า และเสริมจมูกที่เกาหลี ราคานั้นจะขึ้นกับเทคนิคในผ่าตัดของแพทย์และโรงพยาบาลศัลยกรรมที่ลูกค้าเลือกค่ะ ถ้าลูกค้าต้องการทราบราคาศัลยกรรมที่เกาหลี สามารถส่งรูปหน้าเพื่อให้แพทย์ที่เกาหลีประเมินราคาก่อนได้เลยที่ไลน์ ID : @nabila หรือทาง Facebook : Nabila Surgery



ดู 39 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page